วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม้กลางเมือง “สวนพฤกษศาสตร์วัฒนา”

มนุษย์เรานั้น ต่อให้อยู่ทามกลางเทคโนโลยีอันทันสมัย ดำรงชีพอยู่ด้วยสิ่งอำนายสะดวกต่างๆ ที่มนุษย์คิดค้นจนมาเพื่อให้สะดวกสบายมากเพียงใดก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่า เศษเสี้ยวหนึ่งในห้วงคำนึงของมนุษย์นั้น ก็อดที่จะโหยหาธรรมชาติไม่ได้ในคอนโดมิเนียมหรูหราใจกลางเมืองใหญ่ จึงมันมีต้นไม้กระถาง ตู้ปลา หรือน้ำตกจำลองตกแต่งภายในห้อง ทั้งนั้น ก็เพื่อให้ได้มีธรรมชาติมาอยู่ใกล้ๆตัว แม้ว่าจะเป็นเพียงการจำลองขึ้นมาก็ตามแท้จริงมนุษย์กับธรรมชาตินั้นไม่อาจแยกจากกันได้เลย
ในกรุงเทพมหานครก็เช่นเดียวกัน ย่านทีเป็นแหล่งธุรกิจที่เรารู้จักกันดีอย่างสุขุมวิทนั้น ภาพที่เราเห็นเจตนาอยู่เมื่อเชื่อวันก็คือตึกที่อยู่อาศัยที่สูงเสียดฟ้า อาคารสำนักงานใหญ่โตถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ เสียงเครื่องยนต์ เสียงแตร อึกทึกครึกโครมแทบจะตลอดวัน อีกทั้งสองฟากฝั่งของถนน ก็เป็นตึกสู้ขนาบข้าง จนดูเหมือนร่องน้ำขาดใหญ่กกว่าเป็นถนนสำหรับรถสัญจรไปมา อีกทั้งยังมีรถรางไฟฟ้าอีกชั้นหนึ่งด้วย ยิ่งทำให้คนที่พักอาศัยย่านถนนสุขุมวิทโหยหาธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
แต่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันสับสนวุ่นวายนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมรดินแดงอันสงบ ร่มรื่นด้วยธรรมชาติของต้นไม่ใบเขียวนานาชนิด ที่ปกป้องแดดแรง ให้ร่มเงากับอาณาบริเวณเนื้อที่ไม่ถึงหนึ่งไร่นั้นได้ชุ่มเย็นกลลางตึกสูงที่รายล้อม เป็นดั่งโอเอซีสกลางทะแลทรายในย่านสุขุมวิท…..สวนพฤกษาศาสตร์วัฒนาฯ
ร่มไม้ใบบังของดินแดนสีเขียวแห่งนี้อยู่ภายในบริเวณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ในซอยสุขุมวิท 19ด้านหน้าของแผนกอนุบาลเนื้อที่ไม่ถึงหนึ่งไร่ที่เป็นสวนพฤกษาศาสตร์วัฒนาฯ นี้ จัดแต่งด้วยพืชพรรณไม้ในเนื้อที่อันจำกัด แต่ก็พยายามที่จะให้มีต้นไม้ได้มากที่สุดร่มเงาไม้ที่แผ่ปกคลุมพื้นที่พฤกษาศาสตร์แห่งนี้มาจากร่มเงาของต้นจามจุรีขนาดใหญ่ 2 ต้น ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมเนื้อที่นั้นยังถูกเกาะกุมไปด้วยไม้เกาะอาศัยหลายชนิดไมว่าจะเป็น เฟิร์นข้าหลวง มอสตะไคร้ กระแตไต่ไม้ พลูด่าง ที่อาศัยความชื้นของเปลือกต้นจามจุรีเติบโต สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมให้แผ่นดินเลกๆมาอาศัยได้
ภายในบริเวณสวนถูกจัดเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่อยู่ในร่มต้นจามจุรีและส่วนที่อยู่กลางแจ้ง ส่วนที่อยู่ในร่มเงาจามจุรีนั้น จัดแต่งด้วยกลุ่มของไม้ตระกูลปาล์ม ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหลังตัด หรือที่เราเรียกว่า “กะพ้อ”
ซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองที่ขึ้นอยู่แทบทุกภูมิภาคในป่าบ้านเราที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ อีกทั้งปาล์มจีบ ปาล์มบังสูรย์ ส่วนนี้จะปลูกรวมเป็นกลุ่มปาล์ม นอกจากนั้นยังมีหวาย ทะนอยซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นในป่าดิบทั้งดิบแล้ง ดิบชื้น ปลูกรวมกับไม้ประดับต่างๆ ที่เป็นไม้พื้นเมือง เช่น ดอกข้าพรรษา ที่ออกดอกสีเหลืองในช่วงเข้าพรรษา นอกจากนี้ ในช่วงที่แดดรำไร ก็ยังเห็นต้นเฟิร์นข้าหลวงหลังลาแตกใบสวยงาม กล้วยไม้ประเภทหวายถูกจัดวางเข้ามาในกระถางดินเผา ตกแต่งสวนให้ดูสดชื่นและมีสีสันมากยิ่งขึ้น พื้นที่ที่รำไรแดดถูกขุดเป็นบ่อน้ำเล็กๆ มีสะพานสลิงพาดผ่าน ในบ่อน้ำมีอ่างบัวและไม้น้ำอยู่ในกระถางดินตั้งอยู่กลางบ่อเสียดายที่วันที่ได้ไปเยี่ยมเยือนเป็นช่วงที่เขาทำการปรับปรุงบ่อน้ำนี้เต็มปรี่และมีปลาแหวกว่ายใต้ล่มเงาไม้นี้ จะยิ่งมีชีวิตชาปานใด
หลุดจากส่วนที่เป็นร่มเงาไม้ออกไป เป็นส่วนกลางแจ้งที่มีสนามหญ้าเขียวกระจี รวมทั้งแถวต้นพลับพลึงที่ปลูกกั้นทางเดินเชื่อมต่อไปจนถึงประตูทางเข้าแผนกอนุบาลพลับพลึงเป็นไม้กลางแจ้งที่พอโดนแดดoน้ำสมบูรณ์ จึงออกดอกสะพรั่งทั้งพลับพลึงที่ดอกมีขนาดใหญ่แถบสีม่วงเจือไปกับกลีบดอกสีขาว หรือพลับพลึงธรรมดาที่ดอกขาวสะอาด อวดรูปทรงที่แปลกตาต่างจากดอกไม้ชนิดอื่นๆที่โดดเด่นเห็นไม่พ้นซุ้มของดอกสายหยุดที่ทำเป็นซุ้มคลุมดินที่ปูด้วยหินน้ำตกไปตลอดทาง แม้เป็นซุ้มไม่ใหญ่นัก แต่สายหยุดซุ้มนั้นก็ออกดอกสะพรั้งเต็มซุ้ม ดอกสายหยุดนั้นแลดูเผินๆ เหมือนดอกกระดังงา แต่ดอกจะอ่อนพลิ้วและบางกว่า ใบและต้นบางกว่ากระดังงา ชอบแดดเหมือนกัน จึงมันนิยมเอามาบเป็นไม้เลื้อยตามซุ้มไม้ให้ร่มเงา กลิ่นสายหยุดนั้นจะอวลขจรในช่วงเช้า จนกระทั่งแดดเริ่มจัด กลิ่นก็จะค่อยๆจางหายไป บ้านริมคลองหรือบ้านสวนย่านบางกอกน้อย บางกองใหญ่ นิยมปลูกสายหยุดไว้ให้กลิ่นอวลไปบริเวณ นี่เป็นมนต์เสน่ห์ที่สวนกลางเมืองมีไว้ให้ชื่นใจทั้งกลิ่นและเย็นตาในอาณาบริเวณ
ในบริเวณเล็กๆที่ผนวกรวมเป็นสวนพฤกศาสตร์วัฒนาฯนั้นเชื่อมต่อแต่ละบริเวณด้วยทางเดินเล็กๆที่ปูด้วยหินน้ำตกสนามหญ้าที่ถูกตัดแต่งแลดูสบายตา ป้ายปักบอกชื่อพรรณไม้แต่ละชนิดไว้ให้ความรู้เป็นอย่างดี ครั้นเดินชมไม้พอเมื่อยล้าก็ยังมีที่นั่งเป็นขอนหมอนให้ได้พอบรรเทาอาการเมื่อยล้าจาการเดินสวน ช่วงต่อว่างพื้นที่ร่มเงาจามจุรีกับสวนกลางแจ้ง ปรากฏเป็นลานปูนปูด้วยหินน้ำตกเป็นวงกลม ทำเป็นศึกษากลางจ้าง ในยานที่นักเรียนออกมาใช้สวนแห่งนี้ศึกษาหาความรู้ รวมทั้งอาคารสองชั้นที่เป็นห้องสมุด ที่ปลูกสร้างภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ก็ดูร่มรื่น เป็นเหมือนว่าสวนเล็กๆ แห่งนี้จะให้ประโยชน์เกินเนื้อทีที่มี
ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยรวมทั้งได้อ่านประวัติของสวนแห่งนี้ที่เขียนติดไว้บนผนังอาคารห้องสมุดได้ความกระจ่างในจุดก่อเกิดสวนสวยแห่งนี้ ในปี 2541 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครทำโครงการ “พฤกษานคร”ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ในเมืองและตกแต่งบริเวณให้สวยงามด้วยพรรณไม้ต่างๆ สมาคมคุณครูและอาจารย์โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเห็นว่า โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยมีเนื้อที่กว้างขวาง รวมทั้งต้นไม้ดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่นั้นก็ให้บรรยากาศร่มรื่น มีคลองเล็กๆ ผ่านกลางพื้นที่โรงเรียน เหมาะกับการสร้างเป็นสวนกลางเมือง และเพื่อให้มีการสนองเป็นพระราชดำริ อีกทั้งนักเรียนน่าที่จะได้มีสวนอันสวยงามและใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาหาความรู้ จึงได้เสนอโครงการต่อทางโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และได้รับความคิดเห็นชอบให้ใช้พื้นที่ข้างบ้านพักผู้บิหาร รวมทั้งบริเวณบ้านพักของมัชชันนารีเดิมซึ้งอยู่ในบริเวณเดียวกันทำการจัดสวนดังกล่าว
ในวันที่ผู้เขียนไปเยือนสวนแห่งนี้ ได้เห็นผู้ปกครองมารอรับบุตรหลานก็ได้มาเดินพักผ่อน นั่งผ่อนคลายอาริยาบถตามซุ้มและที่นั่งในสวนสวยแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งในยามที่เด็กเล็กๆออกมาจากโรงเรียนโดยมีผู้ปกครองจงมือ ในยามที่เขาเดินไปบนทางเท้าที่ปูลาดไปในสวนแห่งนี้ ผมสังเกตเห็นสีหน้าอันสอชื่นของเด็กๆที่มาวิ่งเล่น ไล่จับผีเสื้อหรือดูดอกไม้สีสอที่ดอกบานสะพรั่ง
แม้สวนพฤกษาแห่งนี้จะไม่ได้กว้างใหญ่มากมาย แต่มองทะลุแมกไม้ออกไปเห็นตึกระฟ้าที่รายรอบสวนเล็กๆแห่งนี้ก็จะเข้าใจและจะเข้ายิ่งขึ้นเมื่อได้เปรียบเทียบระหว่างความอึกทึกบนถนนสุขุมวิทกับสวนแห่งนี้ที่แห่งกันราว 1 กิโลเมตร แต่มีความแตกต่างกันอย่างลิบลับ ถ้าเราจินตนาบนท้องถนนอับวุ่นวาย ก็คงยากที่จะจินตนาการได้เหมือนจริงแต่ถ้าลองเข้ามาสัมผัสเพียงครั้งแม้จะชั่วครู่สิ่งที่ผมเปรียบเปรยว่าสวนแห่งนี้เหมือนโอเอซีสกลางทะเลทรายแล้งหลายคนคงจะเห็นพ้องกันกับผม
อันที่จริงโอเอซีสกลางทะเลทรายแล้งใช่ว่าจะไมมี เพียงแต่เราหาโอกาสไปสัมผัสกันสักครั้ง อย่างน้อยคุณจะรู้ว่า ธรรมชาตินั้นเปรียบดั่งโอสถทิพย์สำหรับคนเมืองอย่างแท้จริง….

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น